วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเรียนภาษาไทย


เทคนิคการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยให้สนุก
เรียนรู้ภาษาไทยให้สนุก...
ฝึกคำกับสระ เมื่อเช้าเก็บมะเขือ ลงใส่เรือเตรียมไปขาย เรือนี้นั่งสบาย เรือเมื่อพายไปคล่องดี วันนี้ใส่เสื้อสวย แล้วรีบฉวยเสื่อม้วนนี้ ลงเรือในทันที ช่างโชคดีที่ลงเรือ                             
ภาษาไทยนอกจากเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของชาติแล้วยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต   แต่ปัจจุบันยังพบปัญหาเกี่ยวกับการอ่านการเขียนของเด็กระดับประถมศึกษา  คือ อ่านไม่คล่อง  เขียนไม่คล่อง   ที่ร้ายแรงกว่านั้นเด็กไม่สามารถอ่านออกเขียนได้   สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเด็กไม่สนุกต่อการเรียนรู้   มีความทุกข์เมื่อถึงเวลาเรียนเพราะรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นเรื่องที่ยากต่อการเรียน  ดังนั้น  จึงได้จัดทำเอกสารเรียนรู้ภาษาไทยให้สนุก  ระดับประถมศึกษาขึ้น  เพื่อใช้เป็นแนวทางในการฝึกหลากหลายวิธี  แบบเล่นปนเรียน  ซึ่งเด็กระดับประถมศึกษายังชอบการเล่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้จังหวะ  เสียงเพลง เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กจะเกิดความสุขในการเรียน  ผู้เรียบเรียงเอกสารได้นำมาใช้สอดแทรกในการฝึกอันจะทำให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น

เทคนิคการสอนวิชาภาษาไทยให้สนุก ๆ
ความรู้จากการปฏิบัติงาน
           ก่อนอื่น คุณครูต้องปรับบุคลิก ให้สดชื่น รื่นเริง อารมณ์ดี  น่าเข้าใกล้นะคะ  สอนนักเรียนโดยนำตัวอย่างที่ใกล้ตัวเด็ก  เล่าเรื่องสนุก ๆให้ฟังบ้าง  ผ่อนคลายบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นกันเอง  อย่าให้ดุหรือเข้มงวดเกินไป  เด็กจะเครียด  กลัว ทำให้เกลียดครู  เกลียดวิชานะคะ  เด็กทุกชั้นไม่ว่าเด็กเล็กหรือระดับโต ไม่ชอบฟังนาน ๆ  เราเองก็เหมือนกัน  ก็แทรกกิจกรรมในชั้น ให้เขามีส่วนร่วมบ้าง
ห้องก็จะบันเทิง  วิชาของเราก็จะน่าเรียนค่ะ   อย่าชิงโมโหเสียก่อน  เวลาเขากวน  อย่าลืมยิ้มกับเขาบ่อย ๆ
ที่สำคัญ ครูจะต้องมีความรู้ในเรื่องที่สอนอย่างกระจ่างแจ้ง สามารถตอบคำถามทุกคำถามแก่นักเรียนได้ เป็นผุ้รอบรู้ และรู้รอบ ซึ่งแสดงให้นักเรียนเห็นจนเกิดเป็นความศรัทธา เช่น เป็นคนตั้งใจจริง มีความสุข
ทุกครั้งที่อยู่ในห้องสอน เมื่อนั้น...สิ่งที่ครูอยากจะสอน แม้เรื่องจะยาก เรื่องอาจไม่สนุก นักเรียนก็จะใส่ใจ สนใจ เพราะเขาศรัทธา และเคารพความตั้งใจจริงในการสอนของครู ตัวครูก็ต้องเข้าใจที่จะสอดแทรกอารมณ์ขัน แม้จะเป็นเรื่องที่เป็นหลักการ


ขั้นตอนสอนภาษาไทยให้สนุก  
                บันได 8 ขั้น จะเริ่มจาก "การปลุกเร้ากระบวนการคิด" โดยใช้คำถามนำให้เด็กเกิดความสนใจ และ "ชี้ให้เห็นความสำคัญ" ของเนื้อหาที่จะเรียนว่าสำคัญต่อชีวิตอย่างไร เช่น การเรียนบทประพันธ์นั้น จะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้อย่างไร และปล่อยให้เด็กๆ คิดตามถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อให้เห็นความสำคัญ และอยากที่จะเรียน   
"หลากหลายแบบฝึกหัด" เป็นภาคปฏิบัติที่จะให้เด็กเริ่มแต่งกลอนแปด และจะย้ำให้ได้ฝึกทักษะซ้ำๆ พร้อมกับเสริมแรงกระตุ้นด้วยการให้รางวัลต่างๆ ในการฝึกทักษะนี้ครูต้องพิจารณาให้งานตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน ถ้าคนไหนแต่งกลอนแปดไม่ได้ ให้แต่งกาพย์ยานี หรือกลอนสี่ จะคิดเสมอว่าอย่าบังคับให้เด็กต้องตามทันเพื่อนคนอื่น และอย่าคาดหวังว่าเด็กจะทำตามเป้าหมายเดียวกันได้ทุกคน ดังนั้นเป้าหมายจึงต้องเปลี่ยนไปตามความพร้อมและความสามารถของเด็กแต่ละคน
"ฉายความชำนาญ" เป็นการให้นักเรียนสร้างชิ้นงานที่ใหญ่ขึ้น เช่น แต่งบทประพันธ์ คำกลอนและรวบรวมให้เป็นหนังสือ นิทาน คำขวัญเมืองสุพรรณ โดยบูรณาการวิชาศิลปะ งานประดิษฐ์ให้ออกเป็นมาในรูปแฟ้มสะสมผลงานตามด้วย "นำเสนองานที่สร้างสรรค์" ให้เด็กๆ อธิบายกระบวนการจัดทำได้ออกมาเป็นผลงาน เมื่อเรียบร้อยจึงเข้าสู่”ขั้นตอนการประเมิน”ซึ่งต้องประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งการประเมินตนเอง การประเมินจากกลุ่มเพื่อน และรับผลประเมินจากครู สุดท้ายก็รวบร่วมผลงานนักเรียนทุกคนออกแสดง ในรูปของนิทรรศการต่างๆ
“ระหว่างสอนควรสร้างบรรยากาศในห้องเรียน ครูต้องทำตัวให้ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด ที่สำคัญไม่เลือกปฏิบัติ และให้ความเสมอภาคกับทุกคน สำหรับเทคนิคดีๆ ที่ใช้ได้ผล ว่า ครูจะไม่เอาบทเรียนเป็นตัวตั้งในการสอน แต่ใช้เด็กเป็นจุดศูนย์กลาง และดึงความรู้มาเกี่ยวพันกับชีวิตเด็กให้ได้ เคล็ดลับสำคัญคือ อย่าเอาการบ้านมาทำลายบรรยากาศในการเรียน และไม่จำเป็นต้องจ้ำจี้จ้ำไช ให้เด็กต้องส่งการบ้านทุกวัน เพราะจะทำให้เด็กเครียดจนไม่อยากมาเรียน ทั้งนี้คิดเสมอว่า เราสอนคนไม่ใช่สอนความรู้ ถ้าครูมุ่งสอนแต่เนื้อหาเด็กอาจจะไม่อยากเรียนได้ ครูจึงควรรู้ว่าเจตนารมณ์และเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาคือการให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข

วิธีการสอนภาษาไทยอย่างไรไม่ให้เบื่อ 
ต้องถามตัวเองก่อนครับว่าเบื่อที่จะสอนหรือเปล่า  สอนด้วยใจหรือสอนตามหน้าที่
ถ้าสอนด้วยใจก็จะเข้าใจว่าควรทำอย่างไร   เด็กแต่ละรุ่นแต่ละคนไม่เหมือนกัน  ดังนั้นวิธีการสอนที่เหมือนกันอาจทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งสนใจสนุกสนาน แต่เด็กอีกกลุ่มอาจเบื่อได้  การสอนที่ทำให้เด็กไม่เบื่อจึงไม่ใช่การสอนที่มีวิธีตายตัว  หากแต่อยู่ที่การปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเด็กที่สอน  มีกิจกรรมให้เด็กผ่อนคลายบ้างเป็นครั้งคราว
และเน้นให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆอย่างสมัครใจ  ไม่ใช่เป็นการบังคับด้วยการให้คะแนน
ควรเอาเกณฑ์การให้คะแนนเป็นตัวเสริม  อย่ามองที่ผลงานเกินไป แต่ให้มองที่วิธีการค้นคว้าหาข้อมูลของเด็ก
และการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนของเด็กมากกว่า  เพราะธรรมดาเด็กย่อมต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
ดังนั้นการให้เด็กมีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือความสามารถที่ตนเองถนัด  โดยแฝงไว้ด้วยเนื้อหาทางวิชาการ น่าจะเป็นวิธีการที่ดีในการสอนทีจะดึงความสนใจจากเด็กได้และจะทำให้การสอนน่าเบื่อน้อยลง
อีกประการที่สำคัญคือ หากผู้สอนเบื่อเสียเองและสอนแบบเสียไม่ได้  สอนโดยคิดว่าการสอนเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำ การสอนในชั่วโมงนั้นก็จะดูน่าเบื่อ


สอนภาษาไทยอย่างไรให้สนุก  
   จากประสบการณ์การสอนวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ  ระดับชั้นปวช.1   มาหลายปี  สังเกตพบว่านักเรียนส่วนมาก  จะให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเบื่อหน่ายไม่มีความสุขและไม่สนุกสนาน
ในการเรียนวิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานมาก  ครูผู้สอนก็พยายามหาวิธีการสอน  เทคนิคการสอนและกระบวนการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย   ไม่ว่าจะเป็นการสอนโดยการเล่าเรื่องนักเรียนแสดงบทบาทสมมุติ  ทำงานเป็นกลุ่ม   ศึกษาค้นคว้า   สอนโดยการทำรายงานและอีกหลากหลายวิธี ซึ่งครูผู้สอนขอใช้ชื่อเทคนิคการสอนนี้ว่า “เรียนปนเล่น”         ผลปรากฏว่านักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี   
ครูหลายๆท่านอาจคิดว่าการเรียนการสอนแบบนี้น่าจะเหมาะกับนักเรียนชั้นประถมศึกษามากกว่าที่จะ
นำมาใช้กับนักเรียนระดับชั้นปวช. แต่เมื่อนำมาปรับใช้ก็ทำให้เห็นว่านักเรียนทุกคนชอบ สนุกสนานและกระตือรือร้นมาก  วันใดที่มีการจัดกิจกรรมแบบนี้วันนั้นจะเป็นวันที่ครูได้เห็นรอยยิ้มของนักเรียน  ครูจะพยายามให้นักเรียนทุกคนได้ทำกิจกรรม  เมื่อทุกคนได้ฝึกจนมีความรู้  ความเข้าใจดีแล้ว  ครูก็จะใส่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น
จะเห็นว่าการนำเทคนิคแบบ “เรียนปนเล่น”  มาใช้กับการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยนักเรียนมีความสุขสนุกสนานกับการเรียนการสอนมาก  ครูผู้สอนเองก็มีความสุขไปด้วย  นอกจากนี้เมื่อจบการเรียนการสอนแต่ละครั้งครูและเพื่อนต้องให้ขวัญกำลังใจโดยการปรบมือให้ผู้ที่ทำกิจกรรมได้สำเร็จ  ถึงแม้จะไม่รวดเร็วก็ต้องปรบมือให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ  และที่สำคัญครูผู้สอนภาษาไทยจะต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ดูดีกระตือรือร้น  เสียงดังฟังชัด  กล้าแสดงออกสามารถแสดงท่าทางประกอบในสิ่งที่ตนเองพูด  เล่าเรื่องหรือยกตัวอย่างให้สอดคล้องสมจริงสมจังกับสิ่งที่กำลังสอนหากคุณครูทุกคนสามารถทำได้การเรียนการสอนในวิชาต่างๆก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป                                                                                                  
                                                                                                        

สอนภาษาไทยอย่างไรจึงจะสนุก
ช่วยกันทำให้เด็กๆอยากเรียนภาษาไทยกันดีกว่า
ก่อนอื่นเริ่มจากตัวครูผู้สอนก่อนอันดับแรก แล้วตัวครูจะต้องทำอย่างไรบ้างนะเหรอคะ
1.  ยิ้มแย้ม แจ่มใสค่ะ แต่งตัวให้ดูดีเข้าไว้ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง และยังทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวามากขึ้น เพราะภาพลักษณ์ครูภาษาไทย ส่วนใหญ่จะสวมแว่นหนาเตอะ แต่งตัวเชย หน้าบึ้ง เนี๊ยบทุกอย่าง
2.  มีความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาความรู้ให้กับตนเองเสมอ เป็นนักอ่านตัวยงเลยหล่ะคะ
3.  เป็นนักพูดที่มีเทคนิคการพูดที่น่าฟัง พูดเพราะ พูดเสริมแรง รู้จักการพูดให้กำลังใจ
4.  เป็นนักคิด คิดเสมอว่าทำยังไงเด็กๆจึงจะอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น ทำเป็น โดยที่ตัวเด็กๆเองรู้สึกชอบและอยากทำเอง
5.  เป็นนักปั้นมือทอง ครูจะรู้อยู่แล้วว่าเด็กๆของตนเองเก่งด้านไหน เราก็ต้องช่วยส่งเสริมด้านนั้นให้มากที่สุด ส่วนด้านไหนที่ต้องการพัฒนา ก็ต้องช่วยเหลือให้ถึงที่สุดเช่นกัน
6.  เป็นพิธีกรจำเป็น จัดเวทีให้นักเรียนแสดงคิด ความความสามารถของตนเอง คอยชื่นชมให้กำลังใจและให้คำแนะนำดีๆ
                http://krunongkala.blogspot.com/2009/10/1_21.html

สอนภาษาไทยอย่างไรให้สนุก
                ความร่วมมือในการทำกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างเบื่อหน่ายไม่มีความสุขสนุกสนานในการเรียนวิชาภาษาไทยซึ่งเป็นอย่างนี้มานานมาก   ก็พยายามหาวิธีการสอน  เทคนิคการสอนและกระบวนการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย   ไม่ว่าจะเป็นการสอนโดยการเล่าเรื่องประเทืองปัญญา   นักเรียนแสดงบทบาทสมมุติ  ทำงานเป็นกลุ่ม   ศึกษาค้นคว้า   สอนโดยใช้เพลง  การเรียนการสอนโครงงาน   ทำรายงานและอีกหลากหลาย   นักเรียนก็ให้ความร่วมมือบ้างแต่คิดว่ายังไม่เต็มที่  พบอีกวิธีการหนึ่งที่นักเรียนให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมอย่างมีความสุขสนุกสนาน  เรื่องคำประสม  คำซ้อน  พยายามให้นักเรียนทุกคนได้ฝึกสร้างคำจนครบทุกคน  เมื่อทุกคนได้ฝึกสร้างคำจนมีความรู้  ความเข้าใจดีแล้ว  จึงให้นักเรียนเล่นเกมต่อคำประสมและคำซ้อน  โดยต่อคำประสมก่อนจึงต่อคำซ้อนเพื่อเป็นการเพิ่มความรู้ความเข้าใจ  คือนักเรียนคนแรกเริ่มด้วยคำว่า  น้ำปลา   คนต่อไปต่อว่า  ชาร้อน   หมอนข้าง  ช่างไม้  ใจดี  ผีเรือน  เพื่อนตาย  ฯลฯ  เห็นว่านักเรียนเขามีความสุขสนุกสนานมาก  ครูผู้สอนก็มีความสุขไปด้วยครูและเพื่อนต้อให้ขวัญกำลังใจโดยการปรบมือให้ผู้ที่ต่อคำได้อย่างว่องไว  ถึงแม้จะไม่ว่องไวก็ต้องปรบมือให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ  แต่ครูต้องคอยเป็นผู้ประสานและอีกสิ่งหนึ่งก็คือครูสอนภาษาไทยต้องมีบุคลิกกระตือรือร้น  เสียงดังฟังชัด  กล้าแสดงออกสามารถแสดงท่าทางประกอบสิ่งที่ตนเองพูด  เล่าเรื่องหรือยกตัวอย่างให้ สอดคล้องสมจริงสมจังกับสิ่งที่กำลังสอน        
                http://gotoknow.org/blog/process-thachai/62074

เทคนิคการสอนภาษาไทยที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
                เทคนิคหลากหลายลีลาภาษาไทย   เป็นรูปแบบการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  ขั้นตอนการสอนประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้
1. ปลุกใจให้เริงร่า   เป็นขั้นเตรียมความพร้อมที่จะให้นักเรียนอยากเรียนรู้เรื่องใหม่ในชั่วโมงนั้นๆ  ซึ่งการปลุกใจให้นักเรียนอยากเรียนรู้ เช่น การนำเพลง  เกม นิทาน  มานำเข้าสู่บทเรียนจะทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน และพร้อมที่จะเรียนรู้
2.  ดึงเนื้อหามาสัมพันธ์  เป็นการนำเสนอเนื้อหาเดิมเชื่อมโยงมาสู่เนื้อหาใหม่ ที่ต้องการให้นักเรียนเรียนรู้
3.  บูรณาการหลากหลาย   เป็นการจัดการเรียนรู้ที่นำกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นแกน แล้วดึงกลุ่มสาระอื่นๆเข้ามาเชื่อมโยงในเนื้อหาที่เรียนรู้ในชั่วโมงนั้นๆ  เช่น ศิลปะ  คณิตศาสตร์ ฯลฯ 
4.  สรุปสิ่งที่ได้เป็นเกมต่างๆ   เป็นการนำเนื้อหาที่เรียนรู้ไปแล้วให้นักเรียนสรุปเนื้อหาที่ครูสอนไปแล้ว  โดยใช้เกมมาประกอบในการสรุปเนื้อหา เป็นการเล่นอย่างมีความรู้นั่นเอง
5.  เด็กสร้างชิ้นงานตามศักยภาพ   เป็นการนำเสนอเนื้อหาที่นักเรียนเรียนรู้ว่านักเรียนเข้าใจเนื้อหามากน้อยเพียงใด โดยทำในรูปหนังสือเล่มเล็ก  นิทานหน้าเดียว  หนังสือสามมิติ ฯลฯ
               ขอบคุรข้อมูลจากhttp://www.learners.in.th/blogs/posts/432727

การเขียนเรียงความ


การเขียนเรียงความ


             เรียงความ คือการใช้ศิลปะทางการเขียนร้อยแก้วแสดงความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ

และความเข้าใจของผู้เขียนอย่างสละสลวย       เรียงความจะต้องประกอบด้วยส่วนที่เป็นคำนำ 

 เนื้อเรื่อง  และสรุป 

เรียงความที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้

               มีเอกภาพ คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความว่าไม่ให้เขียนนอกเรื่อง

               มีสัมพันธภาพ คือ ความสัมพันธ์กัน หมายถึง ข้อความแต่ละข้อความหรือแต่ละย่อหน้า

จะต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน

               มีสารัตถภาพ คือ การเน้นสาระสำคัญของย่อหน้าแต่ละย่อหน้า และของเรื่องทั้งหมด

โดยใช้ประโยคสั้น ๆ สรุปกินความทั้งหมด



ขอเพิ่มเติมเป็นการส่วนตัวค่ะ

                ก่อนเขียนเรียงความนั้นจะต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ชื่อเรื่องที่เขาให้มานั้น หมายถึงอะไร

เกี่ยวโยงกับอะไร ข้อมูลที่จะเขียนลงไปนั้นต้องถูกต้องชัดเจน ดังนั้นผู้เขียนจะต้องรู้ชัดรู้จริง 


การเขียนคำนำ

         เป็นการเกริ่นเรื่อง ขอย้ำว่าแค่เกริ่นนะคะอย่าลึก ใช้คำโอบความหมายกว้างๆ เช่น

เรียงความเรื่องแม่ของฉัน      ควรกล่าวถึงแม่โดยทั่วไปก่อน เขียนให้กินใจ น่าอ่าน น่าติดตาม

แต่ยังไม่ควรเล่าว่า " แม่ของฉัน "เป็นอย่างไร



เนื้อเรื่อง


         เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่มีใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญตามห้วข้อ ดังนั้นจะต้องเขียนให้ละเอียด

ครอบคลุม ชัดเจน   เช่น เรื่องแม่ของฉัน ในย่อหน้าเนื้อเรื่องให้พรรณนาถึงพระคุณแม่

( เขียนในด้านบวก )



สรุป


         กลับไปอ่านคำนำและเนื้อเรื่องและสรุปจบให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขอแนะนำว่า ควรให้

ข้อแนะนำ หรือแนวคิดดีๆ แล้วลงท้ายด้วยประโยคที่น่าสนใจ


          การเขียนเรียงความนั้นอาจจะขึ้นต้นย่อหน้าคำนำ หรือปิดท้ายในหัวข้อสรุป ด้วย กลอน

คติพจน์ วาทะ หรือคำขวัญ     เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้น่าติดตาม ( ถ้ายืมคำใครเขามาอย่าลืมอ้างอิง

นะคะ )     ภายในเรียงความควรประกอบด้วยโวหารหลายๆชนิด เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่าน  ขั้นตอน

ในการเตรียมตัวเขียน นอกจากจะต้องเตรียมข้อมูลจัดทำโครงเรื่องแล้ว ควรเลือกใช้สำนวนโวหารให้

เหมาะกับเนื้อความที่ จะเขียน สำนวนโวหารในภาษาไทย แบ่งออกเป็น ๕ คือ

๑) บรรยายโวหาร

๒) พรรณนาโวหาร

๓) เทศนาโวหาร

๔) สาธกโวหาร

๕) อุปมาโวหาร   

              ๑. บรรยายโวหาร คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์

การเขียนบรรยายโวหารจะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม ในการเขียนทั่ว ๆ ไปมักใช้บรรยายโวหาร เพราะ

เหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆ ได้ความชัดเจน


             ๒. พรรณนาโวหาร มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง

 ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณาโวหารจึง

ยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ

และอารมณ์ ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มไป

สำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ


                ๓. เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตาม

หรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร

จึงยากกว่าโวหารที่กล่าว



               ๔.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้ง

หรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

 พรรณนาโวหาร

              ๕.อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบ

เพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า

อุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือ

เปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด 

               การเขียนเรียงความที่ดีนั้นควรตีกรอบความคิดของผู้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน  เพราะจะทำให้

งานเขียนไม่วกวน จนผู้อ่านเกิดความสับสนทางความคิด   และที่สำคัญเรียงความจะต้องใช้ภาษา

อย่างเป็นทางการ  อย่าใช้ภาษาพูดเป็นอันขาดเพราะจะทำให้งานเขียนขาดความน่าเชื่อถือ
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.pasasiam.com/home/index.php/general/readawrite/167-2008-09-07-05-00-43

การเสริมแรงที่ดีทางบวก


ประเภทของการเสริมแรง

  1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) หมายถึง สิ่งของ คำพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมเกิดขึ้นอีก หรือสิ่งทำให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้ของการเกิดพฤติกรรม
  2. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพการณ์หรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็อาจจะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมได้ การเสริมแรงทางลบเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมใน 2 ลักษณะคือ
    1. พฤติกรรมหลีกหนี (Escape Behavior)
    2. พฤติกรรมหลีกเลี่ยง (Avoidance Beh.)

[แก้]หลักการและแนวคิดที่สำคัญของการเสริมแรง

  1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการเสริมแรง การเสริมแรงทางบวกจะดีกว่าทางลบ
  2. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความใกล้ชิดระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
  3. การเสริมแรงมีหลายวิธี อาจใช้วัตถุสิ่งของ หรือถ้อยคำที่แสดงความรู้สึกก็ได้ ที่สามารถสร้างบรรยากาศกระตุ้นให้ความพึงพอใจให้เกิดความสำเร็จหรือเครื่องบอกผลการกระทำว่าถูกผิด และอาจเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเสริมแรงต่อๆ ไป
  4. การเสริมแรงควรจะต้องให้สม่ำเสมอ นอกจากนั้นหลักการเสริมแรงยังทำให้สามารถปรับพฤติกรรมได้
  5. ควรจะให้การเสริมแรงทันที ที่มีการตอบสนองได้อย่างถูกต้อง ซึ่งควรจะเกิดขึ้นภายใน ประมาณ 10 วินาที ถ้าหากมีการตอบสนองที่ต้องการซ้ำหลายครั้งๆ ก็ควรเลือกให้มีการเสริมแรงเป็นบางคราว แทนที่จะเสริมแรงทุกครั้งไป
  6. ควรจะจัดกิจกรรมการเรียนให้เป็นไปตามลำดับจากง่ายไปยาก และเป็นตอนสั้นๆ ที่สอดคล้องกับความสามารถของผู้เรียน
จากการวิจัยเกี่ยวกับการเสริมแรง สกินเนอร์ได้แบ่งการให้แรงเสริมเป็น 2 ชนิดคือ
  1. การเสริมแรงทุกครั้ง คือการให้แรงเสริมแก่บุคคลเป้าหมายที่แสดงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ทุกครั้ง
  2. การเสริมแรงเป็นครั้งคราว คือไม่ต้องให้แรงเสริมทุกครั้งที่บุคคลเป้าหมายแสดงพฤติกรรม

[แก้]สรุปแนวคิดที่สำคัญ

สรุปแนวคิดที่สำคัญของนักจิตวิทยาการศึกษา ดังนี้
  1. ธอร์นไดค์ (Thorndike) ให้ข้อสรุปว่า การเสริมแรง จะช่วยให้เกิดความกระหายใคร่รู้เกิดความพอใจ และนำไปสู่ความสำเร็จ
  2. สกินเนอร์ (Skinner) กล่าวว่า "การเสริมแรง จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมซ้ำ และพฤติกรรมของบุคคลส่วนใหญ่ จะเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบปฏิบัติ (Operant Learning) และพยายามเน้นว่า การตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดๆ ของบุคคล สิ่งเร้านั้นจะต้องมีสิ่งเสริมแรงอยู่ในตัว หากลดสิ่งเสริมแรงลงเมื่อใด การตอบสนองจะลดลงเมื่อนั้น"
  3. กัทธรี (Grthrie) เชื่อว่าการเรียนรู้ จะเป็นผลมาจากสิ่งเร้าและการตอบสนองซึ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน สิ่งเร้าทุกอย่างย่อมจะมีลักษณะที่เร้า และก่อให้เกิดพฤติกรรมได้ทั้งหมด ดังนั้นการเสริมแรงไม่จำเป็นต้องนำมาใช้สำหรับการตอบสนอง
  4. ฮัล (Hull) เชื่อว่า การเสริมแรงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง ม่มีการเรียนใดๆ ที่มีความสมบูรณ์ การเรียนรู้เป็นลักษณะของการกระทำที่ต่อเนื่องกัน จะค่อยๆ สะสมขึ้นเรื่อยๆ การเสริมแรงทุกครั้งจะทำให้การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

[แก้]ตารางการเสริมแรง

  1. การเสริมแรงตามอัตราส่วนที่แน่นอน (Fixed-Ratio (FR))
  2. การเสริมแรงตามอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน (Variable-Ratio (VR))
  3. การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน (Fixed-Interval (FI))
  4. การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน (Variable-Interval (VI))

[แก้]วิธีการเสริมแรง

  1. การเสริมแรงแบบทุกครั้ง เช่น การเสริมแรงเกิดขึ้นทุกครั้งที่เด็ก ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
  2. การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น การเสริมแรงทุกๆ 1 ชั่วโมงหลังจากทำพฤติกรรมไปแล้ว
  3. การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน เช่น บางทีก็ให้เสริมแรง 1 ชั่วโมง บางทีก็ให้เสริมแรง 2 ชั่วโมง
  4. ครั้งที่แน่นอน เช่น แสดงพฤติกรรมออกกำลังกาย 3 ครั้ง ให้การเสริมแรง 1 ครั้ง
  5. การเสริมแรงตามจำนวนครั้งที่ไม่แน่นอนหรือแบบสุ่ม (Random) คือ บางครั้งก็ให้การเสริมแรง บางครั้งก็ไม่ให้การเสริมแรง   ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87

บุคลิกภาพ การแสดงออกสำหรับบุคลิกภาพที่ดี


บุคลิกภาพ

การแสดงออกสำหรับบุคลิกภาพที่ดี
เป็นการแสดงออกทางด้านพฤติกรรมของบุคคล ได้แก่ มารยาท ท่าทาง การสำรวม ล้วนเป็นพฤติกรรมทั้งสิ้น บุคลิกภาพที่ดีคือ
  1. การแต่งกาย เป็นการแสดงออกทางด้านหนึ่งทางจิตใจเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก เจตคติ รสนิยมของแต่ละบุคคล การรู้จักการแต่งกายที่ดีให้เหมาะสมกับกาลเทศะ มีความสะอาดเรียบร้อย เหมาะสมกับรูปร่าง จึงเป็นการแสดงออกถึงจิตใจที่ดี มีพื้นฐานการอบรมมาเป็นอย่างดีจากครอบครัว และสถาบันการศึกษา นอกจากนี้ยังแสดงออกถึงความมีระเบียบ
  2. การมองบุคคล จะต้องใช้สายตาแสดงความเป็นมิตร ความมีเมตตา ความสุภาพ ซึ่งบุคคลที่พบเห็นก็จะแสดงความเป็นมิตรและให้การต้อนรับ
  3. การพูด เป็นการติดต่อสื่อสาร สื่อความหมายได้ดีที่สุด การพูดให้ผู้อื่นฟังเกิดความรู้สึกที่ดี มีความเข้าใจ และมีความสบายใจ ผู้พูดจึงต้องรู้จักศิลปะในการพูด รู้จักสภาวะของผู้ฟัง สามารถพูดชนะใจผู้ฟังได้
  4. การเดิน ควรจะเดินให้ดูแล้วสง่างาม กล่าวคือ เดินตัวตรง รู้จักจังหวะในการเดิน เดินอย่าให้มีเสียงดัง
  5. การยืน ควรยืนให้ดูมีลักษณะสวยงาม กล่าวคือ ยืนตัวตรง แขนวางลงข้างตัวตามธรรมชาติ การยืนจะต้องระวังไม่ค้ำศีรษะของบุคคลอื่น
  6. การนั่ง ในขณะที่นั่งบนเก้าอี้ ควรจะสำรวมกิริยาอาการให้มาก มองดูแล้วให้เห็นว่ามีความสุภาพ เช่น นั่งตัวตรง หัวเข่าแนบชิดกัน
  7. การไอหรือจาม จะต้องระมัดระวังให้มาก เมื่อจะไอหรือจาม จะต้องรู้จักใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากหรือปิดจมูก และจะต้องระมัดระวังไม่ให้ไปไอหรือจามรดหน้าผู้อื่น
  8. การรับประทานอาหาร ในขณะร่วมโต๊ะอาหาร ผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิงโดยเชิญรับประทานอาหารและช่วยบริการช่วยตักอาหารส่งให้โดยใช้ช้อนกลาง หรือเมื่อต้องการจะตักอาหารที่อยู่ไกลและต้องผ่านหน้าบุคคลอื่น จะต้องกล่าวคำขอโทษก่อนแล้วค่อยใช้ช้อนกลางตัก ขณะรับประทานอาหาร ระงังอย่าให้หก อย่าเคี้ยวอาหารเสียงดัง อย่าคายเศษอาหารลงบนโต๊ะ อย่าพูดเวลามีอาหารอยู่ในปาก
  9. การหยิบของหรือสิ่งต่าง ๆ ไม่ควรเอื้อมมือหยิบผ่านหน้าหรือคร่อมศีรษะบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้า จะต้องร้องขอด้วยคำพูดที่สุภาพ เพื่อขอให้บุคคลอื่นช่วยหยิบสิ่งของส่งให้ เมื่อได้รับแล้วจะต้องกล่าวคำว่าขอบคุณเสมอ
    ขอบคุรข้อมูลจากhttp://www.baanjomyut.com/library/personality/14.html

การขับเสภากับการอ่านทำนองเสนาะ

หลักในการขับเสภา
1.ขั้นตอนการเอื้อน โดยมีข้อสังเกตุว่าถ้าบททั่วไปเอื้อนสั้น ถ้าบทเศร้าจะเอื้อนยาว ถ้าเศร้ามากจะเอื้อนยาวเหมือนเพลงหม้ายขันหมาก เช่นนั้น..
  -การเอื้อนสั้น เช่น
 ...เอ๊ย....จะกล่าวถึง/พลายงาม/ทรามสวาท    
เฉลียวฉลาด/แล้วกล้า/วิชา..เฮ้อ..เออ..ขยัน..ฮื้อ..
  -การเอื้อนกลางๆ เช่น
...เฮ้อ.......เงอ.................เอ่อ.....เอย...................ยาฮื้อ..
เจ้าพลายงาม/ความแสน/สงสารแม่
ชำเลืองแล/ดูหน้า/น้ำตา.......เฮ้อ..เออ...../ไหล....ฮื้อ
แล้วกราบกราน/มารดา/ด้วย....อา..ลัย...เอ่อ..เฮ้อ..เอย
ลูกเติบใหญ่/คงจะมา/หาแม่...เอ่อ..เฮ้อ..เออ..คุณ
............................................................
............................................................
-บทสุดท้ายหากจะลงจบมีข้อสังเกตุเพื่อความไพเราะขึ้นนะ
ให้ขึ้นด้วยเสียงกลางๆในวรรค 1-2 และจะขึ้นเสียงสูงในวรรคที่ 3-4  เช่น
เหลียวหลัง/ยังเห็นแม่/แลเขม้น.....เออ...
แม่ก็เห็น/ลูกน้อย/ละห้อยหา..ฮื้อ..
แต่เหลียวเหลียว/เลี้ยวลับ/วับวิญญาณ์....เฮ้อ...เออ...
โอ้เปล่าตา/ต่างสะอื้น/ยืน...เฮ้อ...เออ..ตะลึง....เงอ...ฮื้อ
           ............................

ข้อสังเกตุ การขับเสภาที่ดีนั้น ต้องอ่านบทให้รู้ก่อนว่าเป็นบทอย่างไร เพราะการขับจะต้องใส่อารมณ์ตามบทนั้นๆ การอ่านคำต้องชัดเจนโดยเฉพาะคำควบกล้ำ  การเว้นวรรคของบทกลอนสำคัญที่สุดถ้าเป็นกลอนหก ให้เว้นวรรค2/2/2 ถ้ากลอนเจ็ดให้เว้นวรรค 2/2/3 ถ้ากลอนแปดให้เว้นวรรค 3/2/3 ถ้ากลอนเก้าให้เว้นวรรค 3/3/3การทอดเสียงให้เกิดความไพเราะ  ผู้ที่ขับเสภาดีก็เหมือนร้องเพลงดีดีนี่แหละ
อีกอันหนึ่งคือการขับเสภาต้องเคาะกรับประกอบการขับให้เป็นด้วย  ส่วนใหญ่แล้ว นิยมใช้กรับ  2  คู่ โดยผู้ขับจะต้องฝึกตีกรับให้ชำนาญเสียก่อน จังหวะการเคาะดังนี้...
การเริ่มเคาะ  เสียงกร๊อก...เป็นเสียงสั้น เป็นเสียงเริ่มต้นของมือข้างหนึ่ง....เสียงกรอ....เป็นเสียงยาว  ของมืออีกข้าง..สลับไปมาสัก3-4 ครั้ง จึงเริ่มเอื้อนสวน..
...เอ๊ย..เจ้าพลายงาม..(เคาะกรับ3-4 ครั้ง)...ความแสน/สงสารแม่..(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ชำเสืองแล  ..(เคาะ 3-4 ครั้ง)ดูหน้า/น้ำตา...เฮ้อ..เออ..ไหล ...(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ท่อนจบสุดท้ายเมื่อจบลงแล้วให้เคาะกรับไปประมาณ 4-5 ครั้งแล้วลงกรับเสียงสั้น....
ขอบคุรข้อมูลจากhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=58d740e491b83ec7&pli=1

คำพูดในโอกาสต่างๆ เกี่ยวกับพิธีการ

คำกล่าวอวยพรวันคล้ายวันเกิด
สวัสดีครับ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นกระผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน วันคล้ายวันเกิดของเพื่อนกระผม เพื่อนของกระผมคนนี้ชอบพอและสนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ๆ แล้วครับ ท่านเป็นคนที่มีอัธยาศัยไมตรีและมีมนุษย์สัมพันธ์ดีมากคนหนึ่ง ใจคอกว้างขวาง โอบเอื้ออารีย์ เป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ และคนที่รู้จักมักคุ้นโดยทั่วไป เมื่อมีการจัดงานคล้ายวันเกิดของเพื่อนคนนี้ในแต่ละครั้ง ถ้าไม่ติดธุระจำเป็นจริง ๆ แล้วกระผมจะมาร่วมงานด้วยทุกครั้งเช่นกัน
เพื่อนคนนี้ นอกเหนือจากเป็นคนดี มีอัธยาศัยไมตรีที่ดี เป็นที่น่านับถือของเพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ แล้ว ยังเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่บุตรหลานของท่านอีกด้วย
ในโอกาสนี้ กระผมขออวยพรให้เพื่อนรักของกระผมคนนี้ จงมีอายุมั่นขวัญยืน มีความสุขความเจริญ อีกทั้งเจริญก้าวหน้า ทั้งในหน้าที่ราชการและงานส่วนตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป


คำกล่าวตอบรับของเจ้าภาพวันคล้ายวันเกิด
สวัสดีครับ ท่านประธานและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านประธานและแขกทุกท่าน ได้ให้เกียรติมาร่วมอวยพรในวันคล้ายวันเกิดของกระผม ในโอกาสนี้ ขอเชิญทุกท่านดื่มและรับประทานอาหารตามสบายโดยไม่ต้องเกรงใจ หากมีข้อขัดข้องผิดพลาดด้วยประการใด ๆ เนื่องจากดูแลและบริการไม่ทั่วถึง กระผมขอน้อมรับความผิดไว้แต่เพียงผู้เดียวและขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ในโอกาสหน้าจะพยายามปรับปรุง แก้ไข ให้ดีขึ้นกว่าเดิมและดียิ่ง ๆ ขึ้นไป….ขอบคุณมากครับ

คำกล่าวในงานมงคลสมรส
เรียนท่านประธาน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกเป็นเกียรติและปลื้มปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รับเชิญให้มาเป็นประธานในงานมงคลสมรสในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระผมมีความสนิทสนมกับเจ้าบ่าว ท่านนี้เป็นกรณีพิเศษ ท่านเป็นคนดี มีน้ำใจ คอยให้ความช่วยเหลือเพื่อน ๆ เวลามีปัญหาเรื่องงาน จนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ก็ได้เพื่อนคนนี้คอยให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือเสมอมา ยังระลึกถึงความดีไม่มีวันลืม
ชีวิตในการครองคู่นั้นถือกันว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ นอกจากนั้น ยังต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ต้องมีความจริงใจซื่อตรงต่อกัน,เห็นอกเห็นใจมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ปรับนิสัยใจคอเข้าหากัน ไม่ควรใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุให้ นาวาชีวิตต้องอับปางลง สุดท้ายนี้กระผมขออวยพรให้คู่บ่าวสาว จงครองรักกันด้วยความหวานชื่นราบรื่นและมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไป ขอบคุณครับ

คำกล่าวตอบรับของคู่สมรส
เจ้าบ่าว
สวัสดีครับ ท่านประธานและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมและเจ้าสาว รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้กรุณาสละเวลาอันมีค่า มาร่วมงานมงคลสมรสของกระผมและเจ้าสาวในวันนี้ กระผมและเจ้าสาวต้องขอกราบขอบพระคุณในคำอวยพร ตลอดจนข้อคิดในการครองเรือน จะขอน้อมรับและนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป
การจัดงานในวันนี้ หากมีสิ่งใดผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องกระผมและเจ้าสาวต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
พรใดที่ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาอวยพรให้ ขอพรนั้นจงสนองตอบแด่ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นทวีคูณ……..ขอขอบคุณครับ

เจ้าสาว
สวัสดีค่ะ ท่านประธานและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉันและเจ้าบ่าว รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ่งใจอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้กรุณาสละเวลาอันมีค่า มาร่วมงานมงคลสมรสของดิฉันและเจ้าบ่าวในวันนี้ ดิฉันและเจ้าบ่าวต้องขอกราบขอบพระคุณในคำอวยพร ตลอดจนข้อคิดในการครองเรือน จะขอน้อมรับและนำไปเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันต่อไป
การจัดงานในวันนี้ หากมีสิ่งใดผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องดิฉันและเจ้าบ่าวต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
พรใดที่ท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาอวยพรให้ ขอพรนั้นจงสนองตอบแด่ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นทวีคูณ……..ขอขอบคุณค่ะ


การกล่าวในงานขึ้นบ้านใหม่
ประธาน
สวัสดีครับ ท่านผู้มีเกิยรติทุกท่าน กระผมมีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ท่านเจ้าของบ้านได้ให้เกียรติให้กระผมขึ้นมากล่าว ในงานขึ้นบ้านใหม่วันนี้ ทุกท่านในที่นี้ คงจะเห็นตรงกันกับกระผมว่าบ้านหลังนี้เพียบพร้อมไปด้วยความสวยงาม น่าอยู่ มีความร่มรื่น สะดวกสบาย
สำหรับตัวท่านเจ้าของบ้านนั้น คงจะเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ท่านเป็นผู้ที่มีใจโอบอ้อมอารี มีความมานะอุตสาหะขยันหมั่นเพียร ในหน้าที่การงานจนสามารถสร้างตนเป็นปึกแผ่น ปลูกสร้างบ้านอันสวยงามหลังนี้ขึ้นมาได้
และในวาระอันเป็นมงคลนี้ กระผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเจ้าของบ้านเคารพนับถือ โปรดช่วยดลบันดาลปกปักรักษา ให้ท่านเจ้าของบ้านและครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ มีอายุมั่นขวัญยืน ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง พบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป…..ขอบคุณครับ


การกล่าวตอบรับในงานขึ้นบ้านใหม่
เจ้าของบ้าน
ท่านประธาน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่ทุกท่านได้กรุณาให้เกียรติสละเวลาอันมีค่า มาร่วมในงานขึ้นบ้านใหม่ของกระผมในวันนี้ขอกราบขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย
การที่กระผมสามารถมีวันนี้ขึ้นมาได้ ก็เพราะความรัก ความเมตตา ของท่านประธานและบรรดาแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
คำอวยพรใด ๆ ที่ท่านกรุณาอวยพรให้กระผม ขอพรนั้นจงย้อนสนองตอบแด่ท่านประธานและแขก
ผู้มีเกียรติทุกท่านเป็นร้อยเท่าพันเท่า…………ขอบคุณมากครับ

การกล่าวในงานเลี้ยงส่ง
เพื่อนข้าราชการและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ในวันนี้ กระผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนในการกล่าวอาลัยที่
จ.อ.สาธิต จรุงพัฒนานนท์ จะต้องไปรับราชการในหน่วยงานใหม่อันเป็นตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น กระผม กับ จ.อ.สาธิต จรุงพัฒนานนท์ มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในด้านการงาน ในหน้าที่ จ.อ.สาธิต จรุงพัฒนานนท์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถสูงและปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความขยันหมั่นเพียรมาโดยตลอด
ในการย้ายในครั้งนี้ คงนำความรู้ความสามารถของท่านไปพัฒนาหน่วยงานใหม่และในโอกาสข้างหน้า กระผมหวังว่าคงมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก
สุดท้ายนี้ กระผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์ทั้งหลาย อีกทั้ง ดวงพระวิญญาณของ พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จงดลบันดาลให้ จ.อ.สาธิต จรุงพัฒนานนท์ และครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ ทั้งในหน้าที่ราชการและส่วนตัวยิ่ง ๆ ขึ้นไป

การกล่าวของผู้ย้าย
ท่านผู้บังคับบัญชา เพื่อนข้าราชการและผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผมรู้สึกปลาบปลื้มและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านทั้งหลายเห็นความสำคัญจัดงานเลี้ยงส่งให้กับกระผม ขอถือโอกาสขอบคุณไว้ ณ ที่นี้
การจากไปของกระผมเป็นการไปเพื่อรับมอบตำแหน่งและหน้าที่การงานที่สูง
ขึ้นคิดว่าท่านทั้งหลายคงมีวันนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่ากระผมจะไม่ได้ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานนี้แล้วก็ตาม หากมีปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องการให้กระผมช่วยเหลือ กระผมยินดีรับใช้เสมอ
สุดท้ายนี้ พรอันใดที่ท่านผู้บังคับบัญชาอวยพรให้กับกระผม ขอให้พรอันประเสริฐนั้น จงย้อนกลับไปสนองยังท่านทั้งหลายและครอบครัวเช่นกัน


การกล่าวในงานเลี้ยงรับ
เรียน ท่านประธานเพื่อนข้าราชการที่รักทุกท่าน ในวันนี้ กระผมมีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสขึ้นมากล่าวต้อนรับ จ.อ.สาธิต จรุงพัฒนานนท์ ตำแหน่ง ช่างหมวดซ่อมเครื่องควบคุมการยิงอาวุธปราบเรือดำน้ำ จรวด และอาวุธนำวิถี โรงงานซ่อมเครื่องไฟฟ้าอาวุธ ท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในการทำงานเป็นอย่างดี หน่วยงานของเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและทางเราหวังว่าท่านจะนำความรู้ความสามารถของท่าน มาพัฒนาหน่วยงานของเราให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานใกล้เคียงต่อไป


การกล่าวตอบในงานเลี้ยงรับ
เรียน ท่านประธาน เพื่อนข้าราชการทุกท่าน กระผม ขอขอบคุณมากที่ทุกท่านให้เกียรติจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้กระผมในครั้งนี้ กระผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติงานในตำแหน่ง ช่างหมวดซ่อมเครื่องควบคุมการยิงอาวุธปราบเรือดำน้ำ จรว ด และอาวุธนำวิถี โรงงานซ่อมเครื่องไฟฟ้าอาวุธ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือจากหน่วยงานข้างเคียง และมีชื่อเสียงมายาวนาน กระผมขอสัญญาว่า จะใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ให้ความร่วมมือต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน พัฒนาหน่วยงานของเราให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกเท่าที่จะพึงกระทำได้ โดยเต็มความสามารถ

การกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่
เพื่อนข้าราชการที่รักทุกท่าน กระผม ขอกล่าวโดยย่อเกี่ยวกับหน่วยงานของเรา โดยสังเขป เดิมที่หน่วยงาน ของเรามีบทบาทต่อหน่วยงานข้างเคียงมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีความสำคัญอยู่ บัดนี้ ผู้ช่วยนายทหารไฟฟ้าอาวุธ ฯ คนเก่าได้ย้ายไปปฏิบัติราชการยังหน่วยงานใหม่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น และกระผมก็ได้ผู้ช่วยนายทหารไฟฟ้าอาวุธ ฯ คนใหม่ ผู้มีความรู้ความสามารถที่จะมาช่วยพัฒนาให้หน่วยงาน ของเราเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก พร้อมทั้งเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานใกล้เคียง ในโอกาสนี้กระผมและข้าราชการทุกท่าน ขอต้อนรับผู้ช่วยนายทหารไฟฟ้าอาวุธ ฯ คนใหม่ด้วยความยินดี

การกล่าวมอบตำแหน่ง
เพื่อนข้าราชการ ฯ ทุกท่าน กระผมขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับ พ.จ.อ.ศุภวาร แสนฤทธิ์ ที่ได้รับตำแหน่ง ผช.นายทหารไฟฟ้าอาวุธ ร.ล.มกุฎราชกุมารเนื่องจากท่านมีความเหมาะสม ทั้งความรู้ความสามารถเพียบพร้อมในทุก ๆ ด้าน งานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ เป็นงานที่หนักและมีความสำคัญยิ่ง กระผมหวังและมั่นใจว่าท่านจะสามารถทำงานในตำแหน่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบทุกประการ ในโอกาสนี้กระผมขอมอบโล่ตำแหน่ง ผช.นายทหารไฟฟ้าอาวุธ ร.ล.มกุฎราชกุมาร คนใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านสืบไป


การกล่าวรับมอบตำแหน่ง
ท่าน ผู้การ ฯ และ เพื่อนข้าราชการที่รักทุกท่าน การที่ ผช.นายทหารไฟฟ้าอาวุธ ร.ล.มกุฎราชกุมาร ท่านเดิม ได้มอบตำแหน่งนี้ให้กับกระผม กระผมรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งนี้ จากการที่ ผช.นาย-ทหารไฟฟ้าอาวุธ ร.ล.มกุฎราชกุมารคนเก่า ท่านได้ทำผลงานที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แก่หน่วยงาน ฯ และเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชาตลอดจนผู้ร่วมงาน กระผมจะสานงานต่อตามนโยบายที่ท่าน ผช.นายทหารไฟฟ้าอาวุธ ร.ล.มกุฎราชกุมาร ท่านเดิม ได้วางไว้อย่างต่อเนื่อง กระผมขอสัญญาว่าจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับให้เจริญก้าวหน้าดียิ่งขึ้น และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับกระผม อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ท้ายสุดนี้ กระผมขออำนาจคุณพระ-ศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ตลอดจนดวงพระวิญญาณของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จงคุ้มครองให้ท่านและเพื่อนข้าราชการทุกท่านจงมีแต่ความสุข ความเจริญในหน้าที่การงานและครอบครัวตลอดไป
ขอบคุณข้อมูลจากhttp://blog.eduzones.com/poonpreecha/80414

10 เคล็ดลับ จำง่าย การอ่านหนังสือสอบ CoolYellLaughing

1. ปิด ทีวี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต mp3 มีสติอยู่กับหนังสือ 
2. นั่งสมาธิสัก 5 นาที 
3. อ่านหนึ่งรอบ แล้วสรุป โดยไม่เปิดหนังสือ 
4. เช็คคำตอบ 
5. อ่านอีกหนึ่งรอบ 
6. สรุปใหม่ เปิดหนังสือได้เอาไว้อ่าน 
7. ถ้าทำเป็น Mind Mapping จะอ่านง่ายขึ้น 
8. มีเอกสารอะไรที่ครูแจก อย่าคิดว่าไม่สำคัญ 
9. ท่องในส่วนที่ครูพูดย้ำบ่อยๆ อย่างน้อย 2 ครั้ง/คาบ 
10. ก่อนวันสอบ ห้ามหักโหมอ่านหนังสือถึงเที่ยงคืน เพราะสมองจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
  ขอบคุณข้อมูลจาก  http://webboard.yenta4.com/topic/211546